วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ความเป็นประชาธิปไตย ? โดย ไผ่ พันลำ


§         กระบวนการแห่งอำนาจประชาชน
  1. ระบบได้มาซึ่งอำนาจ = เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ส.ส.,ส.ว.,
    1. อำนาจนิติบัญญัติ  ส.ส. ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง
    2. อำนาจบริหาร =     เสียงส่วนมากจาก ส.ส. เลือกเป็นคณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล
    1. อำนาจตุลาการ =  ผ่านการเลือกตั้ง...............?

§         กระบวนการใช้อำนาจประชาชน
  1. ระบบการใช้อำนาจของประชาชน =    โดยรัฐบาล เป็นตัวแทนประชาชน
  1. ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจ =      
1)      โดยรัฐสภา
2)      โดยพรรคการเมือง
3)      โดยสื่อ
4)      โดยอำนาจทางตุลาการและ
5)      อื่น ฯลฯ
ทั้งนี้ต้องผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชน

§         สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
  1. การใช้สิทธิ= ได้รับการรับรองจากความเป็นรัฐาภิบาลให้ประชาชนมีสิทธิของความเป็นมนุษย์เป็นเบื้องต้น และในฐานะประชาชนของรัฐเป็นที่สุด  อันได้แก่สิทธิทุกอย่างของการดำเนินชีวิตและการครอบครองทรัพย์สินของตนโดยได้รับการบริการจากรัฐอย่างเสมอภาคตลอดถึงการลงมติใด ๆ อย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ในการใช้สิทธิเช่นนั้นต้องไม่
    1.  ไม่ละเมิด สิทธิ ผู้อื่น
    2. รับผิดชอบ ต่อการล่วงละเมิดนั้น
  1. การใช้เสรีภาพ =   โดยธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมมีเสรีภาพในร่างกายของตน และในทรัพย์สินของตนตามอัตภาพที่จะ  กระทำการใด ๆ โดยไม่ถูกจำกัดภายใต้เงื่อนไขที่ชอบธรรมกล่าวคือ
§         ไม่ละเมิด ผู้อื่น
§         รับผิดชอบ ต่อการละเมิดนั้น
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีความเสมอภาค ภราดรภาพ และ ตามอัตภาพ

------------------- -

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อเสนอ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ม.112 โดยคณะนิติราษฎร์


ข้อเสนอ
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

โดยตระหนักว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างและในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิด ช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย  

เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้  





ประเด็นที่ ๑
การดำรงอยู่ของมาตรา ๑๑๒
ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

เหตุผล 
๑. มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็น กฎหมายของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
๒. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆในประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติ
มาตรา ๑๑๒ ในลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมันคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็น
ลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 
ประเด็นที่ ๒
ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ข้อเสนอ
๑. เพิ่มเติมลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
๒. นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปบัญญัติไว้ในลักษณะ .../...
เหตุผล
โดยลักษณะของความผิด ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ ต่อบูรณภาพ และต่อความมันคงแห่งราชอาณาจักร
ประเด็นที่ ๓
ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครอง
ข้อเสนอ
แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
มาตรา ... ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวาง โทษ ...
มาตรา ... ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...
เหตุผล
เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ กล่าวคือ
ความผิดฐานปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๐๗)
ความผิดฐานปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาทและความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๐๙)
ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๐๘)
ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๑๐)

ประเด็นที่ ๔
อัตราโทษ
ข้อเสนอ 
๑. ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ 
๒. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
๓. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เหตุผล 
๑. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึง
ยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าว
๒. เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษน้อยเพียงใดก็ได้ตามควรแก่กรณี
๓.  เป็นการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้สมแก่สถานะแห่งตำแหน่ง จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงที่ สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ อันเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงลดลงจากเดิม
๔. โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐซึ่งมีสถานะแตกต่างจากพระราชินีรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงกำหนดอัตราโทษขั้นสูงให้แตกต่างกัน
หมายเหตุ:  อัตราโทษสำหรับการหมิ่นประมาทในกรณีอื่น ๆ จะต้องปรับให้รับกับข้อเสนอนี้ต่อไป
ประเด็นที่ ๕
เหตุยกเว้นความผิด
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
มาตรา ... ผู้ใด ติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา ... และมาตรา...
เหตุผล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๕ รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการดังกล่าว ไม่สมควรเป็นความผิดทางอาญา
ประเด็นที่ ๖
เหตุยกเว้นโทษ
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
มาตรา ... ความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
เหตุผล
แม้การกระทำนั้นเป็นความผิด แต่หากการกระทำนั้นเป็นการแสดงข้อความที่ เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน  ก็สมควรได้รับการยกเว้นโทษ 
ประเด็นที่ ๗
ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ
ข้อเสนอ
๑. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิด ่ เกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
๒.ให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เหตุผล
๑. เพื่อมิให้บุคคลทั่วไปนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
๒.โดยเหตุที่สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ จึงสมควรให้ทำหน้าที่ ปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์  พระราชินีรัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร์

--------------------------

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

อุดมการณ์ประชาธิปไตยจริงหรือ ?


Filed under: กลยุทธ์ — ภูวเดช @ 4:46 am 
ผมเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยจริง จึงเรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอนาคตของประเทศเอง ถึงขั้นยอมตายถวายชีวิตเพื่อประชาธิปไตยอย่างที่เห็นกัน แต่น่าเสียดายยังมีคนส่วนน้อยเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และที่แย่ลงไปอีกคือคนเหล่านี้เป็นผู้นำทางความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหมด กลุ่มคนที่ไม่ได้ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเพียงไม่กี่คนนี้ก็คือ แกนนำนปช.และคุณ —— ผู้อยู่เบื้องหลังนั่นเอง ทำไมผมจึงพูดอย่างนั้น ?
การกระทำส่อเจตนา
ตั้งแต่ก่อนการชุมนุมช่วงเดือนเมษา-พฤษภาคม ได้มีการสร้างเงื่อนไขการชุมนุมหลักอยู่ ๒ เรื่องคือ ๑.ความไม่เป็นประชาธิปไตย โดยอ้างว่าระบบการปกครองที่ใช้อยู่เป็นผลมาจากการรัฐประหารซึ่งเป็นระบบที่ผิดอยู่จะต้องเปลี่ยนแปลงทันที ๒.ในสังคมมีความเหลื่อนล้ำทางชนชั้นอยู่ ชนชั้นล่างซึ่งที่ชุมนุมเรียกว่าไพร่ กับชนชั้นสูง ซึ่งที่ชุมนุมเรียกว่าอำมาตย์ ได้รับการปฏิบัติทางกฏหมายไม่เท่าเทียมกัน
โอกาสประชาธิปไตยครั้งแรก
จากเงื่อนไขทั้ง ๒ นั้นแกนนำได้สรุปเป็นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลคือ ให้ยุบสภาทันที เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป และจัดชุมนุมเพื่อกดดันรํบบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง แต่การชุมนุมด้วยความสงบไม่สามารถกดดันรัฐบาลได้ แกนนำจึงยกระดับการชุมนุมขึ้นเรื่อยๆ จนกดดันให้เกิดการเจรจารอบแรกสองวันได้ แต่จบลงด้วยการตกลงกันไม่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่นายอภิสิทธิ์นายกรัฐมนตรี ก็ยอมรับว่าจะมีการยุบสภาก่อนหมดอายุสภาโดยขอจัดการเรื่องงบประมาณ แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ และเตรียมการเพื่อความสงบในการเลือกตั้ง ซึ่งในขณะนั้นคาดว่าจะใช้เวลา ๙ เดือน นั่นหมายความว่า แกนนำนปช. ได้การยุบสภาอย่างที่ร้องขอตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพียงแต่ยืดเวลาออกไปอีก ๙ เดือน แทนที่จะคอยให้หมดอายุสภาอีกปีกว่าๆ ผมถือว่าขณะนั้นแกนนำนปช.ทำสำเร็จแล้ว ดังนั้นสิ่งที่แกนนำควรจะทำคือเจรจาต่อด้วยเหตุผลให้ลดเวลาลงจาก ๙ เดือนให้มากที่สุดโอกาสได้ประชาธิปไตยครั้งแรก
โอกาสประชาธิปไตยครั้งที่สอง
แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แกนนำกลับออกมาประกาศว่าการเจรจาล้มเหลว ยืนยันให้นายกยุบสภาภายใน ๑๕ วัน และยกระดับการชุมนุมขึ้นไปโดยยึดสะพานผ่านฟ้าและถนนราชดำเนินชุมนุมโดยกีดขวางการจราจร จนเกิดการปะทะกันในวันที่ ๑๐ เมย. ทำให้เกิดความสูญเสียบาดเจ็บล้มตายทั้ง ๒ ฝ่าย ทำให้รัฐบาลต้องสั่งถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกมา หลังจากนั้นแกนนำก็ยกระดับการชุมนุมโดยนำฝูงชนเดินขบวนไปตามที่ต่างๆหลายจุดในกรุงเทพฯ และย้ายที่ชุมนุมไปปักหลักที่สี่แยกราชประสงค์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย องค์กรธุรกิจใหญ่น้อยในย่านราชประสงค์ต้องปิดตัวลงชั่วคราว เป็นผลให้มีผู้ตกงาน ขาดรายได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องมากมาย จนนายอภิสิทธ์ได้เสนอข้อเสนอปรองดอง 5 ข้อโดยรวมการเลือกตั้งในเดือน พย. ที่จะถึงนี้ไว้ แต่มีเงื่อนไขให้แกนนำประกาศสลายการชุมนุมโดยสมัครใจเอง ดูเหมือนว่าแกนนำจะทำสำเร็จอีกครั้ง เพียงแต่รับข้อเสนอของนายก ก็จะได้การยุบสภาที่เร็วขึ้นกว่าการเจรจาครั้งแรก แต่ครั้งนี้อาจต้องแลกด้วยอิสระภาพของแกนนำ เพราะในการชุมนุมที่ผ่านมามีการทำผิดกฏหมายหลายอย่าง แต่ก็มีแง่มุมที่จะสู้คดีได้โอกาสได้ประชาธิปไตยครั้งที่สอง
แต่การณ์ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แกนนำประกาศรับข้อเสนอปรองดองของนายอภิสิทธิ์ แต่ไม่เลิกชุมนุม..ด้วยเหตุที่ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของแกนนำเมื่อมอบตัวแล้วจะได้ประกันหรือไม่ จึงสร้างเงื่อนไขเพื่อจะใช้นายสุเทพ รองนายกเป็นคู่เทียบให้ได้การประกันตัว แต่นายสุเทพก็ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นเงื่อนไขตามที่แกนนำต้องการ การชุมนุมจึงดำเนินต่อไป โดยแกนนำบอกว่าเป็นความผิดของนายสุเทพและรบ.ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของนปช. จึงเป็นสิทธิ์ของนปช.ที่จะดำเนินการชุมนุมต่อไป จนการชุมนุมล่วงเลยมาอีก ๑ สัปดาห์ นายอภิสิทธิ์จึงประกาศยกเลิกข้อเสนอปรองดอง ด้วยเหตุที่นปช.ไม่รับข้อเสนอเพราะยังคงดำเนินการชุมนุมต่อ และท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการเข้าสลายการชุมนุม แกนนำจึงประกาศเลิกชุมนุมและเข้ามอบตัวอย่างที่ทราบกัน
ข้อพิจารณาในเรื่องนี้ คือ แกนนำนปช.เริ่มต้นด้วย การประกาศว่า ต้องการประชาธิปไตย,ต้องการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยให้เปลี่ยนแปลงด้วยการยุบสภาทันที โอกาสครั้งแรกได้ยุบสภาใน ๙ เดือนไม่เอา โอกาสคร้งที่สองได้ยุบสภาใน ๔ เดือนครึ่ง ไม่เอา จากการกระทำเช่นนี้ พิจารณาได้ว่า แกนนำนปช.ไม่ได้ต้องการประชาธิปไตยจริงๆเพราะถ้าแกนนำต้องการประชาธิปไตยจริงเหนืออื่นใด ต้องคว้าโอกาสตั้งแต่ครั้งแรกและทำให้ดีที่สุด โดยต้องไม่ยอมให้เกิดความเสียหายขึ้นกับผู้ชุมนุมและบ้านเมือง การทีแกนนำดึงดันที่จะชุมนุมต่อหลังการเจรจาครั้งแรกนั้น หมายความว่า แกนนำยืนยันต้องให้ยุบสภาทันที จึงเป็นคำถามว่าอะไรคือความต้องการที่แท้จริงที่ต้องยุบสภาทันที (ความต้องการนั้นมันสำคัญขนาดที่ยอมที่จะให้เกิดการปะทะในวันที่ ๑๐ เมย.ต่อมา) และการที่ไม่คว้าโอกาสครั้งที่สองนั้นทำให้มองได้ว่า ๑.ไม่มีความจำเป็นที่ต้องยุบสภาทันทีเพราะแกนนำยอมรับ ๔ เดือนครึ่งได้ (นั่นหมายความว่าที่พูดมาตั้งแต่แรกว่าต้องยุบสภาทันทีนั้นเป็นเพียงการสร้างเงื่อนไขการชุมนุมเท่านั้น) ๒.ประชาธิปไตยที่เรียกร้องนั้นไม่ได้สำคัญกว่าความปลอดภัยของแกนนำเลย
การอ้างประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อของแกนนำนปช. เพื่อดึงมวลชนผู้รักประชาธิปไตยให้ออกมาชุมนุมเท่านั้น โดยความต้องการที่แท้จริงแห่งการชุมนุมนั้นถูกซ่อนไว้เบื้องหลัง ไม่ใช่เรียกร้องด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยแต่ประการใดเลย

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554


บทเพลง ไพบูลย์  บุตรขัน
บทกวี ไผ่ พันลำ
*************
ฟ้าร้องก้องหล้าฟ้ารั่ว
เมฆมัวมองมิดมืดหมด
พายุย่ำซ้ำซัดเศร้าสลด
รันทดทั่วแคว้นแดนบาดาล

ครืนครืนเมฆดำคำรามลั่น
อสุนีบาตฟาดฟันฟังสะท้าน
น้ำป่าไหลล้นลนลาน
ซมซานน้ำพัดซัดเซ…..

ใต้ฝุ่นกระหน่ำกรรมซัด....
พืชพันธุ์สารพัดสารเพ
ย่อยยับนาล่มดังทะเล
ว้าเหว่วังเวงวก วน

สายน้ำไหลเลี้ยวเชี่ยวกราก
ไหลหลากเจิ่งนองท้องถนน
น้ำตารินร่วงปวงชน
คละเคล้าสายชล...จนใจ....

นาล่มจมน้ำซ้ำซาก
เหนื่อยยากหมดท่านาไร่
สิ้นหวังอีกปีอีกไกล
หนทางก้าวไป.. มืดมน...........

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำไมนิรโทษกรรมทำไม โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร



(ถอดความและเรียบเรียงจาก CBOX newskythailand วันที่ 29 มิถุนายน 2552 ประมาณเวลา 16.00 น.)

แสดงความเห็นนะครับพี่น้อง... ผิดถูกรับฟังด้วย... การขอให้ยกโทษ ก่อนอื่นคือยอมรับว่าทำความผิด... ในกรณีนี้ หลัง 19 กันยา ผู้รักประชาธิปไตยตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้ใช้สัญลักษณ์เสื้อแดง เช่น กลุ่ม 24 มิถุนาฯ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเด็จการ และ กลุ่ม นปก. ที่ยืนยันเรียกร้อง "ไม่เอา 2 มาตรฐาน" "ไม่เอา '50" และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์กรอิสระก็ดี เรื่องตุลาการวิบัติก็ดี ล้วนไร้ความหมายไปทั้งหมด

พี่น้องครับ... ผมอยู่หน้าสวนจิตรฯเช้าวันที่ 14 ตุลา 2516 ถูกแก๊สน้ำตาด้วยครับพี่น้อง และมาถึงวันนี้ผมไม่ต้องการกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งกับนักเรียนนิสิตนักศึกษา และไม่ต้องการกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ทรราชและสมุนของมันครับ การนิรโทษกรรมทำให้ ไม่มีการชำระประวัติศาสตร์ ครับ ในเมื่อเราสู้บนความถูกต้อง ผมว่าเราควรยืนหยัดให้ถึงที่สุดครับ... ใช่มั้ยครับพี่น้อง ผมไม่ต้องการให้เกิดปรากฏการณ์ "ซุกขยะใต้พรม" อีกแล้วในประเทศนี้ครับ

เราจะไปขอให้ยกในโทษที่เราไม่ได้ทำได้อย่างไรกันครับ วีรชน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ สงกรานต์เลือด เค้าจะรู้สึกอย่างไรครับ ... จิตร ภูมิศักดิ์ -นายผี อศนี พลจันทร์ - ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน - พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง – และ ฯลฯ ทั้งหมดนั้นจะรู้สึกอย่างไรครับ ผมเชื่อว่าพวกเค้าเหล่านั้น ไม่เคยหวังว่าพวกเราจะหาความเป็นธรรมด้วยการเรียกร้องนะครับพี่น้อง

36 ปีในขบวนแถวประชาธิปไตย ผมยืนยันมาตลอดว่าผมไม่ได้ทำผิด... ถ้าการสร้างประชาธิปไตยเป็นความผิด... ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว... สาธารณรัฐที่ 5 ของฝรั่งเศสต้องไม่มีอยู่แล้ว.... อารยประเทศทั้งหมดในซีกโลกตะวันตก ต้องกลับไปมีชีวิตเหมือนในยุคกลางสิครับ

ถ้าเป็นไปได้ ขอประชามติของฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมดครับ... ถ้าเป็นไปได้ ผู้อยู่บนเวทีเคลื่อนไหว ช่วย ยืนยันวิสัยทัศน์ จุดยืน นโยบาย และทิศทางการเคลื่อนไหวของขบวนประชาธิปไตยด้วยครับ..... เราสู้เพื่อประชาธิปไตยใช่มั้ยครับพี่น้อง..... เราต้องฟังกันใช่มั้ยครับพี่น้อง

และสำหรับ "ผู้นำ" ขอความชัดเจนด้วยครับ ว่า ท่านทั้งหลายจะนำพาประเทศชาตินี้ ประเทศที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไปสู่จุดไหนของประวัติศาสตร์ และในสถานะไหนในสังคมอารยะประเทศ....

แต่ขอยืนยัน...ว่าการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ไม่เป็นความผิดครับ... จะเป็นมากที่สุดคือ ผิดใจผู้เผด็จอำนาจ เท่านั้นเอง ฉะนั้น การขอโทษก็ อาจ จะนำมาซึ่งการขอประชาธิปไตยก็ได้นะครับ ผมพูดและเขียน "ประชาธิปไตยสมบูรณ์" มาหลายเดือนก่อน "สงกรานต์เลือด 52" ว่าอยู่ในบริบทเดียวกับของหัวหน้าผู้ก่อการฯฝ่ายพลเรือน นายปรีดี พนมยงค์ครับ นั่นคือ ประชาธิปไตยทั้งทางเศรษฐกิจ และในทางการเมือง นั่นคืออีกเหมือนกัน ว่าทั้ง 2 อย่างนั้น ไม่มีใครเคยยกให้ใครเปล่าๆแม้แต่ครังเดียวครับพี่น้อง ไม่อย่างนั้นไม่ต้องรอถึงคณะราษฎรหรอกครับ คณะเก๊กเหม็งหรือคณะ ร.ศ.130 เรื่องก็คงจบไปแล้วนะครับพี่น้อง

ถามจริงๆนะครับพี่น้อง จิตร ภูมิศักดิ์ ในสายตาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รักเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ กับ สายตาของพวกปฏิปักษ์ประชาธิปไตยนั้น เหมือนกันหรือแตกต่างกันหรือไม่อย่างไรครับ

แล้ว จิตร ภูมิศักดิ์ ตายในสถานะคอมมิวนิสต์ใช่มั้ยครับพี่น้อง... มีใครคิดกอบกู้ชื่อเสีียงของคุณจิตรอย่างเป็นทางการบ้างครับพี่น้อง..... ความตายของคุณจิระ บุญมาก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 มีคุณค่าเฉพาะในทางจิตใจของผู้รักประชาธิปไตยเท่านั้นเองครับ ในแบบเรียนประวัติศาสตร์สักเล่มมีพูดถึงมั้ยครับ......พี่น้องงงงงงง

มีใครคิดกอบกู้ชื่อเสียงของคุณจิตรอย่างเป็นทางการบ้างครับพี่น้อง

ผมยังขอยืนยันนะครับพี่น้อง ว่าการเคลื่อนไหวที่พัฒนามาจากการต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น เนื้อแท้คือการ… "โค่นระบอบอำมาตย์ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน"

ประชาธิปไตยจงเจริญ ประชาชนจงเจริญ ด้วยภราดรภาพครับพี่น้อง

รบกวนด้วยครับ พี่น้องและมิตรสหายทั้งหลาย ใครมี authority รบกวนด้วยแล้วกันครับ คนตัวเล็กๆอย่างผมได้ทำหน้าที่แล้วครับ และคงไม่มีแกนนำคนไหนบังเอิญได้ยินหรอกครับ รบกวนพี่น้องที่นำเสนอด้วยก็แล้วกันครับ ขอบคุณสำหรับการรับฟังอย่างมีสติ ใช้เหตุผล และจริงใจต่ออนาคตของชาติบ้านเมืองที่จะต้องตกถึงมือของลูกหลานเราอย่างไม่มีทางเลี่ยงครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

ใจ อึ๊งภากรณ์: แกนนำเสื้อแดงไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดกับมวลชน


ในงาน "คอนเสิร์ตต้อนรับวันอิสรภาพ ลมหายใจที่ไม่แพ้" ของเสื้อแดงเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2554 ที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว แกนนำหลายคนได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งเราจะต้องนำมาวิเคราะห์ (ดูคลิปวิดีโอได้ที่ http://thaienews.blogspot.com/ )

บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ เสนอว่า "เสื้อแดงเป็นกองหลัง เพื่อไทยเป็นกองหน้า" บอกว่าเสื้อแดงกับเพื่อไทยต้องเกาะกันสนิท และเชื่อว่าคนของเราที่คุมอำนาจอยู่ ท้ายสุดสมบัติมีความหวังว่านายกยิ่งลักษณ์จะนำคนที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาลประชาชน

ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ บอกว่าจะเดินหน้าหาทางประกันคนเสื้อแดงทั่วประเทศ 40 คนที่ยังถูกขังอยู่ ณัฐวุฒิเสนออีกว่าต้องปรับวิธีทำงานของคนเสื้อแดง เน้นการขยายมวลชน บอกให้คนเสื้อแดงใจเย็นไปก่อน รอให้แกนนำนปช.กำหนดแนวทาง และมองว่าเราต้องปกป้อง "รัฐบาลของประชาชน"

จตุพร พรหมพันธ์ บอกว่าคนเสื้อแดงต้องปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยจากรัฐประหาร อย่างที่เคยเกิดกับรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน จตุพรบอกด้วยว่าฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชนยังมีตำแหน่งและลอยนวล เราไม่ควรลืม

แกนนำเหล่านี้เป็นคนที่กล้าหาญเสียสละและต่อสู้มานาน แต่ตอนนี้เขามีแนวโน้มที่จะไว้ใจรัฐบาลเพื่อไทยมากเกินไปว่าจะแก้ไขวิกฤตการเมือง เช่นเรื่องการนำคนสั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล โดยไม่มีการวิเคราะห์เลยว่าเพื่อไทยพร้อมจะปรองดองยอมจำนนต่อทหารแค่ไหน ไม่เตรียมมวลชนสำหรับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมเลย ซึ่งเราอาจต้องสู้เพื่อกดดันรัฐบาล หรืออาจต้องถึงกับคัดค้านรัฐบาลในบางเรื่องด้วย แกนนำเหล่านี้มองว่าเสื้อแดงต้องไว้ใจรัฐบาลให้โอกาสรัฐบาล และใจเย็นรอเป็นปีๆ เพื่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ การพูดแบบนี้เป็นการเสนอมุมมองว่าเสื้อแดงเป็นแค่ "กองเชียร์" หรือ "ลูกน้อง" ของรัฐบาล แทนที่เสื้อแดงจะเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย

การเสนอว่าเสื้อแดงควรใช้เวลาตอนนี้ในการขยายเครือข่ายมวลชน เป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือไม่ระบุว่าการขยายมวลชนเสื้อแดง ควรเน้นไปที่ไหน ไม่พูดถึงความสำคัญของขบวนการแรงงาน พูดแค่ว่าเราควรหามิตรให้มากที่สุด ซึ่งอาจหมายความว่าต้องไปจับมือกับเสื้อเหลืองหรือเปล่า? ยิ่งกว่านั้นการเสนอให้ขยายเครือข่ายมวลชน โดยไม่ขยายผลงานในรูปธรรมของเสื้อแดงพร้อมๆ กัน เช่นเรื่องการเคลื่อนไหวให้ยกเลิก 112 การเลิกคดีคนเสื้อแดง การปลดผบทบ. หรือการแจ้งความ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธ์ ในคดีฆ่าประชาชน จะทำให้ขยายมวลชนอยากมาก เพราะเราจะต้องมีผลงานรูปธรรมไปเสนอกับคนที่ยังไม่เป็นเสื้อแดงเพื่อให้เขามาเป็นพวก

บางคนอาจบอกว่าถ้าเรารุกสู้แบบนั้น เราจะดึงเสื้อเหลืองมาเป็นมิตรไม่ได้ ถ้าคิดอย่างนั้นก็เท่ากับคิดยอมจำนนกับอำมาตย์ เพื่อนำเสื้อเหลืองมาเป็นมิตร ความคิดแบบนี้จะนำเราไปสู่ความพ่ายแพ้

แกนนำเสื้อแดงพูดถูกเวลาบอกว่าเราต้องปกป้องรัฐบาลจากรัฐประหาร แต่ถ้าเราเน้นบทบาทของเสื้อแดงไว้แค่นี้ และปลุกให้คนกลัวรัฐประหารมากเกินไป จะทำให้เรามองข้ามความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำข้อตกลงกับทหารอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้มีการทำรัฐประหาร เช่นการสัญญาว่าจะไม่ปลดประยุทธ์ ไม่แก้ไขปัญหา 112 หรือไม่นำคนสั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล ถ้าเราไม่ระวังการพูดแต่เรื่องรัฐประหารจะกลายเป็นข้ออ้างในการเสนอว่าเสื้อแดงควรใจเย็นไม่เคลื่อนไหวเพื่อทวงความยุติธรรมต่างๆ เลย

แกนนำเสื้อแดงเหล่านี้พูดในทำนองว่ารัฐบาลเพื่อไทยไม่มีหนี้บุญคุณกับเสื้อแดงเลย ไม่พูดในลักษณะต่อรองว่าเสื้อแดงจะสนับสนุนรัฐบาล ต่อเมื่อรัฐบาลตอบสนองความต้องการของเราในเรื่องความยุติธรรม การสนับสนุนรัฐบาลต้องมีเงื่อนไขเสมอ

ในเรื่องคดี 112 หรือกฏหมายเผด็จการ 112 ไม่มีการพูดอะไรเลย ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยสองคนประกาศว่าจะใช้ 112 ในลักษณะเข้มงวดมากขึ้น ถ้าเลือกที่จะมองข้ามปัญหานี้ ก็เท่ากับเลือกที่จะมองข้ามอำนาจนอกระบบของอำมาตย์

เวลาแกนนำอย่างสมบัติและจตุพรพูดว่า "คนเสื้อแดงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นเจ้าของรัฐบาล" เราต้องถามว่าจริงแค่ไหน? หรือว่าในความเป็นจริงทหารและแนวร่วมอำมาตย์ เพียงแต่ยอมให้เราลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาลเท่านั้น ในขณะที่เขาถืออำนาจดิบอยู่ในมือ เพื่อบังคับไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงแท้จริงในสังคมไทย

คนเสื้อแดงไม่ควรรอโดยไม่ทำอะไร เราควรตั้งวงถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องแนวทางการต่อสู้ เราควรจะมีตารางเวลาในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เราระบุต่อสังคมให้ชัดเจนและเรียกร้องต่อรัฐบาล เราต้องพูดถึง 112 และอำนาจทหารด้วย และเราควรจะนำข้อสรุปต่างๆ ของเราไปยื่นให้กับแกนนำ นปช. เพื่อให้ขบวนการเสื้อแดงมีความเป็นประชาธิปไตย คนเสื้อแดงระดับรากหญ้าควรจะเป็นเจ้าของนโยบาย นปช. ไม่ใช่นั่งรอให้แกนนำสั่งการลงมาอย่างเดียว และอย่าลืมว่าถ้าเรายิ่งนั่งรอนานเท่าใด ขบวนการของเราจะอ่อนแอลงมากขึ้นเท่านั้น เรายิ่งหลงไว้ใจรัฐบาลมากเท่าใด เราจะยิ่งผิดหวังเท่านั้น

ท้าให้คน"รักในหลวง"ทุกคนตอบ ประเด็นเรื่อง"สถาบันกษัตริย์ดีเยี่ยม - นักการเมืองเลวสุด"นี้ครับ พนันได้เลยว่าตอบไม่ได้


สมศักดิ์ เจียมฯ:ท้าให้คน"รักในหลวง"ทุกคนตอบ ประเด็นเรื่อง"สถาบันกษัตริย์ดีเยี่ยม - นักการเมืองเลวสุด"นี้ครับ พนันได้เลยว่าตอบไม่ได้

อ้างอิง http://thaienews.blogspot.com/2011/04/blog-post_7998.html

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

ประโยคแบบนี้ ของผู้จงรักภักดี ที่เห็นกันบ่อยๆ ผิดตรงไหน?
"ความฉิบหายของบ้านเมืองไม่เคยมาจากสถาบัน ทุกเหตุการณ์ล้วนมาจากนักการเมืองทั้งสิ้น...ท่านก็อยู่ในวังของท่านทุกวัน ไอ้พวกที่ป่วนบ้านป่วนเมืองล้วนมาจากฝีมือนักการเมืองทั้งสิ้นครับ.... โกงก็นักการเมือง ทั้งโกง ทั้งกินงบของซาติจนจะฉิบหายกันแล้ว.... แต่ในหลายๆเหตุการณ์มักจะยุติที่สถาบันเป็นผู้ชี้ทางออกให้ .."


ผมยืมประโยคเหล่านี้มาจากคณ @Sky Bird (ที่มีคุณ @Thanachart Promsorn สนับสนุน) ในกระทู้นี้ของผม http://goo.gl/0N7rE ใครที่เคยฟังสัมภาษณ์อย่างหมอตุลย์ หรืออ่านตามเพจ จงรักภักดีต่างๆ ก็จะเห็นบ่อยๆ

แต่ประโยคแบบนี้ผิดมากๆ ด้วย เหตุผล 2 ประการ (ความจริงเป็นประการเดียว เพราะต่อเนื่องกัน) คือ

1. เป็นประโยคที่คนเถียงไม่ได้ แม้จะรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่....
2. ที่เถียงไม่ได้ ไมใช่เพราะ "เป็นความจริง" ครับ ตรงกันข้ามเลย เพราะมันไม่ได้วางอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ของ "ความจริง" ทีเรายอมรับกันในโลกปัจจุบันต่างหากครับ

เถียงไม่ได้ แม้จะไม่เห็นด้วยยังไง?

ผมว่า ถ้าผู้จงรักภักดี คิดดูให้ดี ก็คงน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก คือ สมมุติผมเกิดไม่เห็นด้วย แล้วจะให้ผมเถียงยังไง? จะให้เสนอในทางกลับกัน จากประโยคข้างบน ผมก็โดน ม.112 เล่นงานเท่านั้น คือ ต่อให้สมมุติ (ย้ำ สมมุติ) ผมมีทั้งข้อมูลและเหตุผลหนักแน่นสนับสนุน ในการที่จะเสนอกลับกันกับข้างบนที่พวกคุณเสนอ ผมก็ไม่สามารถเถียงได้อย่างเต็มที่ อย่างมากก็อาจจะแค่ "ชี้เป็นนัยๆ" แบบ"เบาๆ" ว่ามีข้อมูลหรือเหตุผลที่โต้แย้งได้เท่านั้น - ดังตัวอย่างข้างล่าง

และที่เถียงไม่ได้แบบนี้ นี่เอง ก็สะท้อนว่า ประโยคแบบนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ของ "ความจริง" ตามที่เรายอมรับกันปัจจุบัน

ลองดูประโยคข้างบนอีกที ทำไมพวกจงรักภักดี จึงคิดว่า นักการเมือง "เลว" อย่างที่ว่า?

ก็เพราะเราสามารถที่จะ ดีเบตเรื่องนักการเมืองได้ เราสามารถจะหยิบยกกรณีต่างๆเกี่ยวกับนักการเมืองมาอภิปรายได้ ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องศีลธรรม เรื่องเงินทอง แล้วพอเรายกได้ เราเรียนรู้เรื่องพวกนี้ ทางสาธารณะได้ เราก็ยอมรับว่า มันคือ "ความจริง"

ที่ประหลาดคือ ในทางกลับกัน เราไม่สามารถ ทำแบบเดียวกันในกรณีสถาบันกษัตริย์ได้ อย่างที่บอกว่า ต่อให้สมมุติว่าเรา มีข้อมูลหรือเหตุผลที่จะ (สมมุตินะครับ สมมุติ) เสนอในทางตรงข้ามเลยกับข้อความข้างบน เราก็ทำไมได้ .. แต่ "ประหลาด" ที่ บรรดาผู้จงรักภักดี กลับยอมรับว่า "ความจริง" เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างทีว่ามา ทั้งๆที่วางอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ที่ไม่สามารถมีการตรวจสอบเรื่องข้อมูล ไม่สามารถมีกาารเสนอ เรื่องเหตุผลในทางลบได้

พูดจริงๆนะครับ ยกเลิก ม.8 รธน. ยกเลิก 112 (เป็นอย่างน้อย) ให้ผมสิครับ แล้วผมจะแสดงให้ดูว่า สามารถที่จะมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน ในทางตรงกันข้ามเลยกับข้อสรุปข้างบนอย่างไรได้บ้าง

ในระหว่างที่ ผมยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายอยู่นี้ ให้ผมลองพูดแบบจำกัด แค่ยกตัวอย่างไม่กี่กรณีเท่านั้น เอาแค่ เรื่อง "หัวข้อ" ของกรณีเหล่านี้ คุณคิดหรือว่า ถ้ามีการให้เสรีภาพในการให้ข้อมูล ในการยกเหตุผลอภิปรายกันอย่างเต็มที่จริงๆ จะสามารถทำให้ข้อสรุปเกี่ยวกับสถาบันกษํตริย์ของคุณ "ยืน" อยู่แบบนั้นได้?

(เอาตั้งแต่ต้นรัชกาล) กรณีสวรรคต ร.8, กรณีทรงแต่งตั้งสฤษดิ์ เป็นผู้รักษาพระนคร หลังสฤษดิ์รัฐประหาร โดยที่พระบรมราชโองการแต่งตั้งนั้น ไมมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ตามที่ รธน.บอก, กรณีที่สถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส, กรณีการประทะหน้าสวนจิตรฯในเช้าวันที่ 14 ตุลา, กรณีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับ กลุ่มอย่างลูกเสือชาวบ้าน ไปจนถึงกรณี 6 ตุลา, กรณีทรัพย์สินของรัฐหลายพันล้าน อยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยทั้งสิ้น (ซึ่งผิดหลักการมากๆ ไม่มีประเทศไหนในโลกสมัยใหม่ให้ทำกัน รวมทั้งของไทยเอง

ลองนึกว่า ถ้ายกทรัพย์สินหลายพันล้านให้ นายกฯควบคุมโดยสิ้นเชิง จะมีใครยอมไหม? ต่อให้เป็น นายกฯ"มือสะอาด" แบบปรีดี หรือ ป๋วย กลับชาติมาเกิดก็ตาม?) กรณีค่าใช้จ่ายต่างๆเกียวกับสถาบันกษัตริย์ (นึกถึงการ "เดินทาง" หรือการใช้ "ยานพาหนะ" ประเภทต่างๆของพระราชวงศ์บางพระองค์)

ไปจนถึงแม้แต่กรณีเรื่องที่พูดกันถึง "ความวิเศษ" ของ "โครงการหลวง" คุณรู้ได้ยังไว่า "วิเศษ" จริงๆ? ในเมื่อไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่สามารถนำมาวิพากษ์เอาผิด หรือที่เรียกว่า accountability กันได้?)

ในแง่การเมือง ก็เถอะ เรื่องที่อ้างเรื่อง "แก้วิกฤติ" น่ะ ถ้าให้อภิปรายกันจริงๆถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษํตริย์กับทหาร อย่างเต็มที่ล่ะ?


ทั้งหมดที่พูดมานี้ ผมเพียงพูดแบบ ย่อที่สุด เฉพาะหัวข้อเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น และไม่ได้พูดถึงอีกนับไม่ถ้วนประเด็นเลยด้วยซ้ำ เพราะพูดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ถ้าสังคมไทยมีเสรีภาพในการพูดเรือ่งพวกนี้จริงๆ คุณคิดว่า ข้อสรุปเรื่อง "ความดี-ไม่ดี" ระหว่างสถาบันกษัตริย์-นักการเมือง ของคุณจะเป็นเหมือนแบบที่ชอบพูดๆกัน แลผมยกมาข้างบนนั้นได้จริงๆหรือ? 

ทุกวันนี้ ที่คุณยังพูดแบบที่พูดมาซ้ำๆกันได้ ก็เพราะคนที่ไม่เห็นด้วย เขาเถียงไม่ได้ เพราะมีกฎหมายห้ามไว้ เพราะสังคมไทยไม่ยอมให้มีการเถียงในสิ่งที่คุณพูดมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีข้อมูลหรือเหตุผลประกอบอย่างหนักแน่นขนาดไหน

เพราะพวกคุณ "หลอกตัวเอง" ในเรื่องอะไรคือความจริง ไม่จริง คุณยอมรับว่า เป็น "ความจริง" เรื่องเกียวกับนักการเมือง ที่คุณสามารถมีข้อมูลด้านลบได้ สามารถเถียงกัน ให้เหตุผลชักจูงกันในทางลบได้ ... แต่พอมาถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ ที่ทำแบบเดียวกันไม่ได้ ที่คุณรับมาแต่ข้อมูลด้านเดียว แบบถูก "โปรแกรม" ใส่หัวมาแต่เด็กๆ และไม่มีสภาพแวดล้อมทางสังคม ให้ถกเถียง ให้โต้แย้งในสาธาารณะได้ คุณกลับเชื่อวา นั่นเป็น "ความจริง" เหมือนกัน

ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ไร้เหตุผล ไร้สามัญสำนึกมากๆหรือครับ?

ลองกลับไปอ่านเฉพาะหัวข้อกรณีต่างๆที่ผมเขียนมาข้างบนอีกที ถ้ามีเสรีภาพในการอภิปรายโต้แย้ง ให้ข้อมูลในประเด็นเหล่านั้นได้เต็มที่จริงๆ ข้อสรุปเกียวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมไทย จะเป็นแบบที่เป็นหรือ? 

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คลิปสมศักดิ์ เจียมฯ:ไม่ใช่แค่#112แต่เป็นอุดมการณ์กษัตริย์นิยม และสถานะกษัตริย์ในสังคมไทย